ความรุนแรงและรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519

ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ 28 ตุลาคม 2519

เจตนาและความทารุณโหดร้าย

1. ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เวลาประมาณ 7.30 น. ตํารวจไทยโดยคําสั่งของรัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ใช้ อาวุธสงครามบุกเข้าไปใน ม.ธรรมศาสตร์ ยิงไม่เลือกหน้า และมีกําลังของคณะกระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน และนวพลเสริม บ้างก็เข้าไปในมหาวิทยาลัยกับตํารวจ บ้างก็ล้อมมหาวิทยาลัยอยู่ข้างนอก เพื่อทําร้ายผู้ที่หนี ตํารวจออกมาจากมหาวิทยาลัย ผู้ที่ถูกยิงตายหรือบาดเจ็บก็ตายไปบาดเจ็บไป คนที่หนีออกมาข้างนอกไม่ว่า จะบาดเจ็บหรือไม่ต้องเสี่ยงกับความทารุณโหดร้ายอย่างยิ่ง บางคนถูกแขวนคอบางคนถูกราดน้ํามันแล้วเผา ทั้งเป็น คนเป็นอันมากถูกซ้อมปรากฏตามข่าวทางการว่าตายไป 40 กว่าคน แต่ข่าวที่ไม่ใช่ทางการว่าตายกว่าร้อยและบาดเจ็บหลายร้อย ผู้ที่ยอมให้ตํารวจจับแต่โดยดีมีอยู่หลายพันคน เป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆหลายมหาวิทยาลัย เป็น ประชาชนธรรมดาก็มี เป็นเจ้าหน้าที่และอาจารย์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งได้รับคําสั่งให้เฝ้าดูอาคาร สถานที่และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยก็มิใช่น้อย เหมือนนำเอาผู้ต้องหาทั้งหลายไปยังสถานีตํารวจและที่คุมขัง อื่น มีหลายคนที่ถูกตํารวจซ้อมและทรมานด้วยวิธีการต่างๆ บางคนถูกทรมานจนต้องให้การตามที่ตํารวจ ต้องการจะให้การและซัดทอดถึงผู้อื่น 

2. เจตนาที่จะทําลายล้างพลังนักศึกษาและประชาชนที่ใฝ่เสรีภาพน้ันมีอยู่นานแล้ว ในเดือนตุลาคม 2516 เมื่อมีเหตุทําให้เปลี่ยนระบบการปกครองมาเป็นรูปประชาธิปไตยนั้นมีผู้กล่าวว่า ถ้าฆ่านักศึกษาประชาชน สัก 10,000 - 20,000 คนบ้านเมืองจะสงบราบคาบและสืบเจตนานี้ต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ในการเลือกต้ัง เมษายน 2519 มีการปิดประกาศและโฆษณาจากพรรคการเมืองบางพรรคว่า “สังคมนิยมทุกชนิดเป็น คอมมิวนิสต์” และกิตติวุฒโฑภิกขุยังให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า “การฆ่าคอมมิวนิสต์น้ันไม่เป็นบาป” ถึงแม้ในกันยายน- ตุลาคม2519ยังมีผู้กล่าวว่าการฆ่าคนที่มาชุมนุมประท้วงจอมพลถนอมกิตติขจรสัก 30,000 คนเป็นการลงทุนที่ถูก

3. ผู้ที่สูญเสียอํานาจทางการเมืองในเดือนตุลาคม 2516 ได้แก่ทหารและตํารวจบางกลุ่ม ผู้ที่เกรงว่าในระบบ ประชาธิปไตยจะสูญเสียอํานาจทางเศรษฐกิจไปได้แก่พวกนายทุนเจ้าของที่ดินบางกลุ่ม และผู้ที่ไม่ประสงค์ จะเห็นระบบประชาธิปไตยในประเทศไทย กลุ่มเหล่านี้พยายามอยู่ตลอดเวลาที่จะทําลายล้างพลังต่างๆที่เป็น ปรปักษ์แก่ตนเองด้วยวิธีต่างๆทางวิทยุและโทรทัศน์ ทางหนังสือพิมพ์ ทางใบปลิวโฆษณา ทางลมปากลือ กัน ทางบัตรสนเท่ห์ ทางจดหมายซึ่งเป็นบัตรสนเท่ห์ขู่เข็ญต่างๆ และก่อตั้งหน่วยต่างๆเป็นเครื่องมือซึ่งจะกล่าวถึงในข้อ 20 และข้อต่อๆไป 

วิธีการของบุคคลกลุ่มเหล่านี้คือ ใช้การปลุกผีคอมมิวนิสต์โดยทั่วไป ถ้าไม่ชอบใครก็ป้ายว่าเป็นคอมมิวนิสต์ แม้แต่นายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. คึกฤทธ์ิ ปราโมช หรือ ม.ร.ว. เสนีย์ หรือพระราชาคณะบางรูปก็ไม่เว้นจากการถูกป้ายสี อีกวิธีหนึ่งคือการอ้างถึงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือในการป้ายสี ถ้าใครเป็นปรปักษ์ แปลว่า ไม่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์


4. ในกรณีของกันยายน - ตุลาคม 2519 เมื่อจอมพล ถนอม เข้ามาในประเทศไทยอาศัยกาสาวพัสตร์คือ ศาสนาเป็นเครื่องกําบังและในการโจมตีนักศึกษาประชาชนที่ ม.ธรรมศาสตร์ ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นข้ออ้าง 

 

การแขวนคอ

5. จอมพล ถนอม เข้าประเทศเมื่อ 19 กันยายน นักศึกษา กรรมกร ชาวนาชาวไร่ ประชาชนทั่วไปมีการประท้วง แต่การประท้วงคราวนี้ผิดกับคราวก่อนๆ ไม่เหมือนแม้แต่เมื่อคราวจอมพล ประภาส จารุเสถียร เข้ามา คือ กลุ่มผู้ประท้วงแสดงว่าจะให้โอกาสแก่รัฐบาลประชาธิปไตยแก้ปัญหา จะเป็นโดยให้จอมพล ถนอม ออกจากประเทศไทยไป หรือจะจัดการกับจอมพล ถนอม ทางกฎหมาย ในระหว่างนั้นมีการปิดประกาศในที่ สาธารณะต่างๆเพื่อประณามจอมพล ถนอม และมีการชุมนุมกันเป็นครั้งคราว (จนกระทั่งถึงวันที่ 4 ตุลาคม) การปิดประกาศประท้วงจอมพล ถนอม นั้นได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มที่เป็นปรปักษ์ต่อนักศึกษา ประชาชน นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2 คน และนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 1 คนถูกทําร้ายใน การนี้ บางคนถึงสาหัส ที่ จ.นครปฐม พนักงานของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 2 คนออกไปปิดประกาศประท้วง จอมพล ถนอม ถูกคนร้ายฆ่าตาย และนําไปแขวนคอไว้ในที่สาธารณะ ต่อมารัฐบาลยอมรับว่าคนร้ายนั้นคือ ตํารวจนครปฐมนั่นเอง

6. ในการประท้วงการกลับมาของจอมพล ถนอม นั้น ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาได้รับความร่วมมือจาก “วีรชน 14ตุลาคม2516” คือผู้ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกันในตุลาคม2516(บางคนพิการตลอดชีพ)และญาติ ของ “วีรชน” นั้นทําการประท้วงโดยนั่งอดอาหารที่ทําเนียบรัฐบาลในราวๆต้นเดือนตุลาคม แต่เจ้าหน้าที่ตํารวจและเจ้าหน้าที่ที่ทําเนียบพยายามขัดขวางด้วยวิธีต่างๆ ในวันที่ 3 ตุลาคม ด้วยความร่วมมือของนักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ ชุมนุมพุทธศาสตร์และประเพณี ญาติวีรชนจึงย้ายมาทําการประท้วงที่ ม.ธรรมศาสตร์ บริเวณลานโพธิ์ ในวันที่ 4 ตุลาคม ผู้บริหาร ม.ธรรมศาสตร์ คาดว่าคงจะมีการก่อฝูงชนขึ้นที่นั่น เป็นอุปสรรคต่อการสอบของนักศึกษาจึงมีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการทบวง มหาวิทยาลัยของรัฐขอให้รัฐบาลจัดหาที่ที่ปลอดภัยให้ผู้ประท้วงประท้วงได้โดยสงบและปลอดภัย

7. ในเที่ยงวันที่ 4 ตุลาคมนั้น เหตุการณ์เป็นไปอย่างคาดคือ เกิดการชุมนุมกันขึ้น มีนักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ นักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ ตลอดจนประชาชนไปชุมนุมกันที่ลานโพธิ์ ใน ม.ธรรมศาสตร์ ประมาณ 500 คนมีการอภิปรายกันถึง (1) เรื่องจอมพล ถนอม (2) เรื่องการฆ่าพนักงานไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่ จ.นครปฐม และมีการแสดงการจับพนักงานไฟฟ้านั้นแขวนคอ โดยนักศึกษา 2 คน คนหนึ่งชื่อ อภินันท์ บัวหภักดี เป็น นักศึกษาศิลปศาสตร์ปีที่ 4 และเป็นสมาชิกชุมนุมการละคอนแสดงเป็นผู้ที่ถูกแขวนคอ จากปากคําของอาจารย์หลายคนที่ไปดูการชุมนุมกันในเที่ยงวันที่ 4 ตุลาคมนั้น ผู้แสดงแสดงได้ดีมาก ไม่มีอาจารย์ผู้ใดที่ไปเห็นแล้วจะสะดุดใจว่าอภินันท์แต่งหน้าหรือมีใบหน้าเหมือนเจ้าฟ้าชายมกุฎราชกุมาร เป็นการแสดงโดยเจตนาจะกล่าวถึงเรื่องที่ จ.นครปฐม โดยแท้ เมื่ออธิการบดีลงไประงับการชุมนุมนั้นเป็นเวลาเกือบ 14.00 น. การแสดงเรื่องแขวนคอน้ันเลิกไปแล้ว ก่อนหน้านั้นมีการประชุมคณบดีจนเกือบ 13.00 น. อธิการบดีรับประทานอาหารกลางวันที่ตึกเศรษฐศาสตร์ราวๆ 13.00 - 13.30 น. พอกลับจากตึกเศรษฐศาสตร์จะไปห้องอธิการบดีเห็นว่ามีการประชุมกันเป็นอุปสรรคต่อการสอบไล่ของนักศึกษาจึงไปห้าม

8. รุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์ต่างๆหลายฉบับลงรูปถ่ายการชุมนุมและการแสดงแขวนคอนั้น จากรูปหนังสือต่างๆ เห็นว่า อภินันท์หน้าตาละม้ายมกุฎราชกุมารมาก แต่ไม่เหมือนทีเดียว แต่ในภาพของหนังสือพิมพ์ดาวสยาม (ซึ่งเป็นปรปักษ์กับศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาตลอดมา) รูปเหมือนมากจนกระทั่งมีผู้สงสัยว่าดาวสยามจงใจ แต่งรูปให้เหมือน เรื่องนี้สถานีวิทยุยานเกราะ (ซึ่งเป็นปรปักษ์กับศูนย์กลางนิสิตนักศึกษา และเคยเป็นผู้บอกบทให้หน่วย กระทิงแดงโจมตี ม.ธรรมศาสตร์ ด้วยอาวุธและลูกระเบิด เมื่อสิงหาคม 2518) นําเอามาเป็นเรื่องสําคัญ กล่าวหาว่า ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ เจตนาจะทําลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์จึงพยายาม แต่งหน้านักศึกษาให้เหมือนมกุฎราชกุมารแล้วนําไปแขวนคอ ในการกระจายเสียงของยานเกราะนั้นมีการ ยั่วยุให้ฆ่านักศึกษาที่ชุมนุมกันอยู่ใน ม.ธรรมศาสตร์ นั้นเสีย ยานเกราะเริ่มโจมตีเรื่องนี้เวลาประมาณ 18.00 น. ในวันที่ 5 ตุลาคม และกระจายเสียงติดต่อกันมาทั้งคืนต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 6 ตุลาคม

 

การชุมนุมประท้วง 4 ตุลาคม 2519

9. ส่วนทางศูนย์กลางนิสิตนักศึกษานั้นจัดให้มีการชุมนุมที่สนามหลวงประท้วง (1) ให้รัฐบาลจัดการกับจอมพล ถนอม (2) ให้จับผู้ที่เป็นฆาตกรแขวนคอที่ จ.นครปฐม มาลงโทษ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นการทดลอง “พลัง” ตามที่นักศึกษากล่าว แล้วเลิกวันที่ 2 - 3 เพราะมีตลาดนัดที่ท้องสนามหลวง แล้วนัดชุมนุมกันอีกใน เย็นวันที่ 4 ตุลาคม การชุมนุมประท้วงดังกล่าวทราบจากนักศึกษาว่า กําหนดจัดกันในช่วงต้นเดือนตุลาคม เพราะเป็นระยะที่ นายทหารชั้นผู้ใหญ่เปลี่ยนตําแหน่งที่สําคัญๆ เนื่องจากมีผู้ครบเกษียณอายุไปในวันที่ 30 กันยายน ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาสืบทราบมาว่า อาจจะมีการกระทํารัฐประหารโดยนายทหารผู้ใหญ่บางกลุ่มที่ไม่ พอใจการสับเปลี่ยนตําแหน่งที่สําคัญจึงต้องการจะแสดงพลังนักศึกษาเป็นการป้องกันการรัฐประหาร ใน ขณะเดียวกันเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลกระทํา 2 อย่างข้างต้น ฝ่ายทางสหภาพกรรมกรกําหนดว่า จะมีการสไตรค์สนับสนุนการประท้วงเพียง 1 ชั่วโมงเป็นชั้นแรกในวันที่ 8 ตุลาคม เรื่องการชุมนุมประท้วงของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาที่สนามหลวงนั้นมีหนังสือพิมพ์หลายฉบับไปถาม ม.ร.ว. เสนีย์ นายกรัฐมนตรีว่า ถ้าเขาจะมาชุมนุมกันที่ใน ม.ธรรมศาสตร์ นายกรัฐมนตรีเห็นเป็นอย่างไร นายกรัฐมนตรีตอบว่า ถ้าย้ายไปชุมนุมกันที่ ม.ธรรมศาสตร์ จะดีมาก (หนังสือพิมพ์ต่อมาได้มาถาม อธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ ว่าเห็นเป็นอย่างไร ในคําตอบของนายกรัฐมนตรี อธิการบดีตอบว่า ไม่ดี)

10. ในการชุมนุมประท้วงที่สนามหลวงเย็นวันที่ 4 ตุลาคมนั้นเหตุการณ์เหมือนกับการชุมนุมประท้วงใน เดือนสิงหาคม เมื่อจอมพล ประภาส เข้ามาคือ พอฝนตกเข้าผู้ชุมนุมหักประตูทางด้านสนามหลวงเข้ามาใน ม.ธรรมศาสตร์ ตั้งแต่เวลา 20.00 น. ทางผู้บริหารมหาวิทยาลัยไปแจ้งความต่อตํารวจชนะสงครามตามระเบียบ ทางตํารวจชนะสงครามส่งกําลัง ตํารวจประมาณ 40 คนไปคุมเหตุการณ์ที่ด้านวัดมหาธาตุร่วมกับรองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา ในการ ชุมนุมประมาณ 25,000 - 40,000 คนนั้น ตํารวจ 40 คนคงจะทําอะไรมิได้ นอกจากจะใช้อาวุธห้ามผู้ชุมนุมมิ ให้เข้ามหาวิทยาลัยซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงจะเกิดจลาจลซึ่งมิใช่สิ่งที่ใครๆหรือรัฐบาลต้องการ ฉะนั้นจึงเป็น ภาวะที่ต้องจํายอมให้เข้ามาใน ม.ธรรมศาสตร์ ฝ่ายกระทิงแดงและนวพลนั้นมาชุมนุมกันอยู่ที่วัดมหาธาตุอีกมุมหนึ่ง แต่เนื่องจากมีกําลังน้อยเพียงไม่กี่สิบ คนจึงมิได้ทําอะไร ทางด้านศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาชุมนุมค้างคืนอยู่ใน ม.ธรรมศาสตร์ ตลอดมาถึงเช้าวันที่ 6 ตุลาคมซึ่งเป็นเวลาที่เกิดเหตุ

11. ทางฝ่ายผู้บริหาร ม.ธรรมศาสตร์ เมื่อมีประชาชนจํานวนมากไหลบ่ากันเข้ามาในเวลา 20.00 น. ของวันที่ 4 ตุลาคมจึงโทรศัพท์หารือกับ ดร. ประกอบ หุตะสิงห์ องคมนตรี นายกสภามหาวิทยาลัย และด้วยความ เห็นชอบของ ดร. ประกอบ จึงสั่งปิดมหาวิทยาลัยทันทีเพื่อป้องกันมิให้นักศึกษาอื่น และอาจารย์ ข้าราชการ มหาวิทยาลัยต้องเสี่ยงต่ออันตราย (คราวจอมพล ประภาส เข้ามาส่ังปิดมหาวิทยาลัยเม่ือมีการยิงกันและทิ้ง ระเบิดตายไป 2 ศพแล้ว) และโทรศัพท์หารือกับรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐก็ได้รับความ เห็นชอบจึงมีหนังสือเป็นทางการรายงานนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐอีก โสตหนึ่ง  ครั้นแล้วผู้บริหาร ม.ธรรมศาสตร์ ย้ายสํานักงานไปอาศัยอยู่ที่สํานักงานการศึกษาแห่งชาติชั่วคราวทิ้ง เจ้าหน้าที่รักษาทรัพย์สินและอาคารของมหาวิทยาลัยไว้ประมาณ 40 - 50 คน และติดต่อกับเจ้าหน้าที่เหล่า นั้นตลอดเวลาโดยทางโทรศัพท์และทางอื่น

 

การปลุกระดมมวลชน และกฎหมู่

12. ฝ่ายยานเกราะและสถานีวิทยุในเครือของยานเกราะระดมปลุกปั่นให้ผู้ฟังเคียดแค้นนิสิตนักศึกษา ประชาชนที่ประท้วงอยู่ใน ม.ธรรมศาสตร์ ตลอดเวลา โดยอ้างว่าจะทําลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ โดย ระดมหน่วยกระทิงแดง นวพล และลูกเสือชาวบ้านให้กระทําการ 2 อย่างคือ 

(1) ทําลายพวก “คอมมิวนิสต์” ที่อยู่ใน ม.ธรรมศาสตร์ 

(2) ประท้วงรัฐบาลที่จัดตั้งรัฐบาลใหม่โดยไม่ให้ สมัคร สุนทรเวช และ สมบุญ ศิริธร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่า การกระทรวงมหาดไทย
การทําลายพวก “คอมมิวนิสต์” ใน ม.ธรรมศาสตร์ นั้นใช้ให้กระทิงแดงและอันธพาลใช้อาวุธยิงเข้าไปใน ม. ธรรมศาสตร์ ต้ังแต่เที่ยงคืนจนรุ่งขึ้นของวันที่ 6 ตุลาคม ฝ่ายทาง ม.ธรรมศาสตร์ ใช้อาวุธปีนยิงตอบโต้เป็น คร้ังคราว

13. การปลุกระดมของยานเกราะได้ผล ทางด้านรัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย์ เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นการด่วน ในตอนดึกของวันที่ 5 ตุลาคม และมีมติให้นําตัวหัวหน้านักศึกษาและอภินันท์ผู้แสดงละคอนแขวนคอมา สอบสวน
พอเช้าตรู่ของวันที่ 6 ตุลาคม สุธรรม แสงปทุม เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาพร้อมด้วยผู้นํานักศึกษา จํานวนหนึ่งกับอภินันท์นักแสดงละคอนแขวนคอไปแสดงความบริสุทธิ์ใจที่บ้านนายกรัฐมนตรี เผอิญนายก รัฐมนตรีออกจากบ้านไปทําเนียบเสียก่อน นายกรัฐมนตรีจึงโทรศัพท์แจ้งให้อธิบดีกรมตํารวจคุมตัว สุธรรม อภินันท์ และพวกไปสอบสวน ผู้เขียนบันทึกในขณะนี้ยังไม่ทราบผลของการสอบสวนดังกล่าว

14. การบุก ม.ธรรมศาสตร์ โดยตํารวจตามคําสั่งของนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นการกระทําของรัฐบาลโดย เอกเทศมิได้มีการหารือกับอธิการบดี แม้ว่าในตอนดึกของวันที่ 5 ตุลาคมอธิการบดีจะพูดโทรศัพท์กับ ม.ร.ว. เสนีย์ นายกรัฐมนตรีก็ตาม นายกรัฐมนตรีมิได้แจ้งให้อธิการทราบว่า รัฐบาลจะเรียกตัวหัวหน้านิสิต นักศึกษา หรืออภินันท์มาสอบสวน ถ้านายกรัฐมนตรีประสงค์เช่นนั้นมีวิธีที่จะเรียกตัวให้มาสอบสวนโดย สันติไม่ต้องใช้กําลังรุนแรงจนควบคุมมิได้และจนเกินกว่าเหตุ

15. การโจมตีนักศึกษาประชาชนที่ ม.ธรรมศาสตร์ ซึ่งเริ่มตั้งแต่เที่ยงคืนโดยมีการยิงเข้าไปในมหาวิทยาลัย จากภายนอกนั้นใช้กําลังตํารวจล้อมมหาวิทยาลัยตั้งแต่ 3.00 น. และเริ่มยิงเข้าไปอย่างรุนแรงโดยตํารวจ ตั้งแต่เวลา 5.00 น. ผู้ที่อยู่ใน ม.ธรรมศาสตร์ ขอให้ตํารวจหยุดชั่วคราวเพื่อให้ผู้หญิงที่อยู่ในมหาวิทยาลัยมี โอกาสออกไป แต่ตํารวจไม่ฟัง 

 

อาวุธในธรรมศาสตร์

16. ในการบุกธรรมศาสตร์นั้นวิทยุยานเกราะประโคมว่า ภายใน ม.ธรรมศาสตร์ มีอาวุธร้ายแรง เช่น ลูก ระเบิด ปืนกลหนัก และอาวุธร้ายแรงอื่นๆ ข้อนี้เป็นการกล่าวหาโดยปราศจากความจริงตั้งแต่ 2517 มาแล้ว แต่เมื่อมีเหตุการณ์ที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้แต่ละครั้ง เช่น เมื่อกระทิงแดงบุกในเดือนสิงหาคม 2518 หรือ เมื่อตํารวจเข้าไปกวาดล้าง หลังจากการชุมนุมประท้วงจอมพล ประภาส มิได้มีหลักฐานประการใดว่า มี อาวุธสะสมไว้ใน ม.ธรรมศาสตร์ ถึงคราวนี้สิ่งที่เจ้าหน้าที่ตํารวจนํามาแสดงว่าเป็นอาวุธที่จับได้ใน ม.ธรรม ศาสตร์ มีแต่ปืนยาว 2 กระบอก ปืนพก และลูกระเบิดหาได้มีอาวุธร้ายแรงขนาดปืนกลไม่เป็นเรื่องที่สร้างข้อ กล่าวหาจากอากาศธาตุทั้งสิ้น 

ตั้งแต่ปลายปี 2517 เป็นต้นมา นักการเมือง และหัวหน้านักศึกษาบางคนมีความจําเป็นต้องพกอาวุธไว้ ป้องกันตัว เพราะหน่วยกระทิงแดงและตํารวจ ทหาร ฆาตกรมักจะทําร้ายหัวหน้ากรรมกร หัวหน้าชาวนา ชาวไร่ หัวหน้านักศึกษา และนักการเมืองอยู่เนืองๆ และการฆ่าบุคคลเหล่านี้ทางตํารวจไม่เคยหาตัวคนร้าย ได้ (ขณะเดียวกันถ้าตํารวจฆ่าตํารวจ หรือมีผู้พยายามฆ่านักการเมืองฝ่ายรัฐบาล ตํารวจจับคนร้ายได้โดยไม่ ชักช้า) พูดไปแล้ว การมีอาวุธไว้ป้องกันตัวในเมื่อรู้ว่าจะเสี่ยงต่ออันตรายจึงมีเหตุผลพอสมควร ระหว่างคืนวันที่ 4 ตุลาคมจนถึงเช้าวันที่ 6 ตุลาคมนั้นนักศึกษาและประชาชนที่เข้ามาชุมนุมใน ม. ธรรมศาสตร์ มีโอกาสที่จะนําอาวุธเหล่านั้นเข้าไปในมหาวิทยาลัยตลอดเวลา น่าเสียดายที่เจ้าหน้าที่ตํารวจ มิได้ตั้งด่านสกัดค้นอาวุธทั้งทางด้านผู้ชุมนุมประท้วง และฝ่ายกระทิงแดงเสียแต่ต้นมือ และเท่าที่ปรากฏเป็น ข้อเท็จจริงตลอดมา ฝ่ายกระทิงแดงพกอาวุธร้ายในที่สาธารณะเนืองๆ โดยเจ้าหน้าที่ตํารวจไม่กล้าห้ามหรือ ตรวจค้น ถึงกระนั้นผู้เขียนบันทึกนี้เห็นว่าการชุมนุมประท้วงทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตามต้องกระ ทําโดยสันติและปราศจากอาวุธซึ่งเป็นการชุมนุมที่ชอบด้วยกฎหมาย และรับรองโดยรัฐธรรมนูญ 17.จากการ“สอบสวน” และ“สืบสวน” ของตํารวจและทางการเท่าที่ปรากฏในเวลาที่เขียนบันทึกนี้มีข้อ กล่าวหาว่าใน ม.ธรรมศาสตร์ มีอุโมงค์อยู่หลายแห่ง แต่เจ้าหน้าที่มิได้แสดงภาพของอุโมงค์ให้ดูเป็น หลักฐาน เป็นการปั้นน้ําเป็นตัวสร้างข่าวขึ้นแท้ๆ ดํารง ชลวิจารณ์ อธิบดีกรมโยธาธิการและประธาน กรรมการสํารวจความเสียหาย ม.ธรรมศาสตร์ ชี้แจงเมื่อกลางเดือนตุลาคมว่า ไม่พบอุโมงค์ใน ม.ธรรม ศาสตร์ และย้ําว่าไม่มีเป็นข่าวลือทั้งนั้น อุทิศ นาคสวัสดิ์ กล่าวในโทรทัศน์ถึงห้องแอร์และส้วมที่อยู่บน เพดานตึกคงจะหมายถึงชั้นบนสุดของตึกโดมซึ่งไม่มีอะไรเร้นลับประการใด และใครเล่านอกจากอุทิศจะไป ใช้ส้วมบนเพดานตึก นอกจากน้ันอุทิศยังอุตส่าห์พูดว่า บรรดาผู้ที่ไปชุมนุมใน ม.ธรรมศาสตร์ น้ันใช้รองเท้า แตะเป็นจํานวนมากแสดงว่าเป็นผู้ก่อการร้าย เพราะผู้ก่อการร้ายใช้รองเท้าแตะ ถ้าเป็นเช่นนี้คนในเมืองไทย 40 ล้านคนซ่ึงใช้รองเท้าแตะก็เป็นผู้ก่อการร้ายหมด ที่กล่าวถึงอุทิศนั้นเป็นตัวอย่างของโฆษกฝ่ายยานเกราะ เพียงคนเดียว คนอื่นและข้อใส่ร้ายอย่างอื่นทํานองเดียวกันยังมีอีกมากที่ใช้ความเท็จกล่าวหาปรปักษ์อย่างไม่มีความละอาย

 

กฎหมู่ทําลายประชาธิปไตย

18. ข้อเรียกร้องอีกข้อหนึ่งของยานเกราะและผู้ที่อยู่เบื้องหลังยานเกราะคือ เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง สมัครและสมบุญเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและให้ขับไล่รัฐมนตรี“ฝ่ายซ้าย” 3คนออกคือ สุรินทร์ มาศดิตถ์, ชวน หลีกภัย และ ดํารง ลัทธพิพัฒน์ เรื่องนี้ยานเกราะเจ็บใจนัก เพราะเมื่อ ม.ร.ว. เสนีย์ ลาออกในเดือนกันยายนนั้นสถานีวิทยุยานเกราะระดมจ้างและวานชาวบ้านมาออกอากาศเป็นเชิงว่า เป็นมติ มหาชน คนที่จ้างและวานมาให้พูดนั้นพูดเกือบเป็นเสียงเดียวกันว่าให้ ม.ร.ว. เสนีย์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป แต่ให้กําจัดรัฐมนตรีที่ชั่วและเลวออก การกลับกลายเป็นว่า ม.ร.ว. เสนีย์ นายกรัฐมนตรีกลับเอาสมัครและ สมบุญออกไปเป็นเชิงว่า สมัครและสมบุญซึ่งเป็นพรรคพวกกันยานเกราะนั้นเป็นคนเลวไป

19. ยานเกราะระดมกําลังเรียกร้องให้ลูกเสือชาวบ้าน นวพล กระทิงแดง และกลุ่มอื่นๆในเครือชุมนุมกันที่ ลานพระบรมรูปทรงม้าเพื่อเรียกร้องเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล การเรียกร้องกระทําตลอดคืนวันที่ 5 คาบเช้าวันที่ 6 แล้วสามารถระดมพลเพื่อการเรียกร้องจัดตั้งรัฐบาลใหม่ต่อไปจนถึงเวลาบ่าย ม.ร.ว. เสนีย์ จึงยอมจํานน และรับว่าจะคิดจัดตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่ตามคําเรียกร้อง ต่อมาอีกประมาณ 1 - 2 ชั่วโมงมีการยึดอํานาจกระทํา รัฐประหารขึ้นในเวลา 18.00 น.

20. เป็นที่น่าสังเกตว่า ตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้นมาผู้ที่เป็นปรปักษ์กับพลังนักศึกษา กรรมกร และ ชาวนาชาวไร่พยายามกล่าวหาว่า นักศึกษา กรรมกร และชาวนาชาวไร่ “ใช้วิธีปลุกระดมมวลชน” และ “ใช้ กฎหมู่บังคับกฎหมาย” การกระทําของยานเกราะ กระทิงแดง นวพล และลูกเสือชาวบ้าน และกลุ่มต่างๆนั้น เป็นอย่างอื่นไม่ได้ ถ้าไม่ใช่วิธีปลุกระดมมวลชน และไม่ใช่การใช้กฎหมู่บวกกับอาวุธมาทําลายกฎหมาย เรื่องที่กล่าวมานี้มิใช่จะเริ่มเกิดขึ้นใน 2519 แต่เริ่มมาตั้งแต่ 2517 กระทิงแดงเป็นหน่วยที่ฝ่ายทหาร กอ.รมน. จัดตั้งขึ้นจากนักเรียนอาชีวะซึ่งบางคนเรียนจบไปแล้ว บางคนเรียนไม่จบ บางคนไม่เรียน กอ.รมน. เป็นผู้ จัดตั้งขึ้นเพื่อหักล้างพลังศึกษาตั้งแต่พวกเรากําลังร่างรัฐธรรมนูญอยู่ หนังสือพิมพ์ต่างประเทศลงข่าวอยู่ เนืองๆ และระบุชื่อ พ.อ. สุตสาย หัสดิน ว่า เป็นผู้สนับสนุน แต่ไม่มีการปฏิเสธข่าว กอ.รมน. ไม่แต่เป็นผู้ จัดตั้ง เป็นผู้ฝึกอาวุธให้ นําอาวุธมาให้ใช้ และจ่ายเงินเลี้ยงดูให้จากเงินราชการลับ และตั้งแต่กลางปี 2517 เป็นต้นมา หน่วยกระทิงแดงพกอาวุธปืนและลูกระเบิดประเภทต่างๆอย่างเปิดเผย ไม่มีตํารวจหรือทหารจะ จับกุมหรือห้ามปราม ไม่ว่าจะมีการประท้วงโดยสันติอย่างใดโดยนิสิตนักศึกษา กระทิงแดงเป็นต้องใช้อาวุธ ขู่เข็ญเป็นการต่อต้านทุกคร้ัง นับตั้งแต่การประท้วงบทบัญญัติบางมาตราของรัฐธรรมนูญ ในปี 2517 การ ประท้วงฐานทัพอเมริกันใน2517 - 2518การบุกม.ธรรมศาสตร์ในเดือนสิงหาคม2518การประท้วงการ กลับมาของจอมพล ประภาส และจอมพล ถนอม ตลอดมาแต่ละครั้งจะต้องมีผู้บาดเจ็บล้มตายเสมอ แม้แต่ ช่างภาพ หนังสือพิมพ์ที่พยายามถ่ายภาพกระทิงแดงพกอาวุธก็ไม่วายถูกทําร้าย ในการเลือกตั้งในเมษายน 2519 กระทิงแดงมีส่วนขู่เข็ญผู้สมัครรับเลือกตั้ง และในการโจมตีทําร้ายพรรคบางพรรคที่เขาเรียกกันว่าฝ่ายซ้าย

21. สมควรจะกล่าวถึง กอ.รมน. ในที่นี้ เพราะนอกจากจะเป็นผู้ชักกระทิงแดงให้ปฏิบัติการรุนแรงแล้วยังมี ส่วนในการจัดตั้งกลุ่มและหน่วยอื่นๆเป็นประโยชน์แก่กลุ่มทหารด้วย เช่น นวพล ทั้งนี้โดยใช้เงิน งบประมาณแผ่นดินประเภทราชการลับตลอดเวลา กอ.รมน. เดิมมีชื่อว่า บก.ปค. แปลว่า กองบัญชาการปราบคอมมิวนิสต์ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น กอ.ปค. กอง อํานวยการปราบคอมมิวนิสต์ ต่อมาเมื่อรัฐบาลมีนโยบายจะคบกับประเทศคอมมิวนิสต์จึงเปลี่ยนชื่อเป็นกอง อํานวยการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ เป็นองค์กรที่จอมพล ประภาส ตั้งขึ้น และเป็นมรดกตกทอดต่อ มาถึงทุกวันนี้ความสําเร็จของ กอ.รมน. วัดได้ดังนี้ เมื่อแรกตั้งประมาณ 10 ปีกว่ามาแล้วเงินงบประมาณสําหรับ บก.ปค. มี อยู่ประมาณ 13 ล้านบาท และเนื้อที่ในประเทศไทยที่เป็นแหล่งคอมมิวนิสต์ ในการปฏิบัติงานของ บก.ปค. มีอยู่ 3 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในปัจจุบันมี กอ.รมน. มีงบประมาณกว่า 800 ล้านบาท และเนื้อที่ ที่ประกาศเป็นแหล่งคอมมิวนิสต์มีอยู่เกือบทั่วราชอาณาจักรประมาณ 30 กว่าจังหวัด การปราบคอมมิวนิสต์ของ กอ.รมน. เป็นวิธีลับที่ปราบคอมมิวนิสต์จริงก็คงมี แต่ที่ปราบคนที่ไม่ใช่ คอมมิวนิสต์ก็มีมาก ตั้งแต่ก่อน 2516 มาแล้ว เรื่องถังแดงที่ จ.พัทลุง เรื่องการรังแกชาวบ้านทุกหนทุกแห่งมี อยู่ตลอดแล้วใส่ความว่า เป็นคอมมิวนิสต์จึงทําให้ราษฎรเดือดร้อนทั่วไป และที่ทนความทารุณโหดร้าย ต่อไปไม่ได้เข้าป่ากลายเป็นพวกคอมมิวนิสต์ไปก็มากมาย รัฐสภาประชาธิปไตยในปี 2517 - 2518 และ 2519 ในเวลาพิจารณางบประมาณของ กอ.รมน. แต่ละปี พยายามตัดงบประมาณออก หรือถ้าไม่ตัดออกให้ตั้งเป็นงบราชการเปิดเผยแทนที่จะเป็นงบราชการลับ ประสบความสําเร็จเพียงบางส่วน กอ.รมน. ยังสามารถใช้เงินเกือบ 100 ล้านบาทแต่ละปีเป็นงบราชการลับ ทําการเป็นปรปักษ์ต่อระบบประชาธิปไตยตลอดมา

22. นวพลถือกําเนิดจาก กอ.รมน. เช่นเดียวกับกระทิงแดง แต่เป็นหน่วยสงครามจิตวิทยา ไม่ต้องใช้อาวุธ เป็นเครื่องมือสําคัญ แต่ทํางานร่วมกับกระทิงแดงเป็นองค์กรที่พยายามรวบรวมคหบดี นายทุน ภิกษุที่ไม่ใคร่ อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมให้ร่วมกันต่อต้านพลังนิสิตนักศึกษาและกรรมกร วิธีการคือ ขู่ให้เกิด ความหวาดกลัวว่าทรัพย์สมบัติต่างๆของตนนั้นจะสูญหายไปถ้ามีการเปลี่ยนแปลง แม้จะเป็นไปตามระบบ ประชาธิปไตย เครื่องมือของนวพลคือ การประชุม การชุมนุม การเขียนบทความต่างๆ วัฒนา เขียววิมล ซึ่ง เป็นผู้จัดการนวพลเป็นผู้ที่ พล.อ. สายหยุด เกิดผล ชักจูงมารับใช้ กอ.รมน. จากอเมริกา มีผู้ที่เคยหลงเข้าใจ ผิดว่า นวพลจะสร้างสังคมใหม่ให้ดีขึ้นด้วยวิธีสหกรณ์ เช่น สด กูรมะโรหิต ต้องประสบความผิดหวังไป เพราะนวพลประกาศว่า จะสร้างสังคมใหม่ แต่แท้จริงต้องการสงวนสภาวะเดิมเพื่อประโยชน์ของนายทุน และขุนศึกนั่นเอง

23. ลูกเสือชาวบ้านก่อตั้งขึ้นมาโดยแสดงวัตถุประสงค์ว่า จะไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่แท้จริงเป็น เครื่องมือทางการเมืองของกลุ่มนายทุนและขุนศึก โดยเห็นได้จากการเลือกตั้งในเมษายน 2519 ลูกเสือ ชาวบ้านมีส่วนในการชักจูงให้สมาชิกและชาวบ้านทําการเลือกตั้งแบบลําเอียง วิธีนี้เป็นวิธีที่อเมริกันเคยใช้ อยู่ในเวียดนาม แต่ไม่สําเร็จ มาสําเร็จที่เมืองไทย เพราะใช้ความเท็จเป็นเครื่องมือว่า เป็นการจัดตั้งเพ่ือชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ กระทรวงมหาดไทยมีส่วนสําคัญในการจัดตั้งลูกเสือชาวบ้านขึ้น และมักจะใช้ คหบดีที่มั่งคั่งเป็นผู้ออกเงินเป็นหัวหน้าลูกเสือ การชุมนุมทางการเมืองในวันที่ 6 ตุลาคมของลูกเสือชาวบ้าน เป็นหลักฐานอย่างชัดในวัตถุประสงค์ของขบวนการนี้

24. นอกจากกระทิงแดง นวพล และลูกเสือชาวบ้าน ฝ่าย กอ.รมน. และมหาดไทยยังใช้กลุ่มต่างๆ เรียกชื่อ ต่างๆอีกหลายกลุ่ม บางกลุ่มเป็นพวกกระทิงแดง หรือนวพลแอบแฝงมา เช่น ค้างคาวไทย ชุมนุมแม่บ้าน ผู้ พิทักษ์ชาติไทย เป็นต้น เครื่องมือการปฏิบัติงานของกลุ่มเหล่านี้ได้แก่ บัตรสนเท่ห์ ใบปลิว โทรศัพท์ขู่เข็ญ เป็นต้น

25. ฆาตกรรมทางการเมืองเร่ิมมาตั้งแต่กลางปี 2517 โดยผู้แทนชาวนาชาวไร่และกรรมกรถูกลอบทําร้ายที ละคนสองคนต่อมาก็ถึงนักศึกษา เช่น อมเรศ ไชยสะอาด และนักการเมือง เช่น อ. บุญสนอง บุณโยทยาน 

แต่ละครั้งตํารวจไม่สามารถหาตัวคนร้ายได้จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าตํารวจคงจะมีส่วนร่วมแน่ๆ เพราะถึงที่มี ผู้ร้ายทําร้ายตํารวจ หรือนักการเมืองฝ่ายขวาตํารวจจับได้โดยไม่ชักช้า


26. ในตอนที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นเริ่มมีการครอบคลุมสื่อมวลชนคือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ทางวิทยุและโทรทัศน์นั้น พล.ต. ประมาณ อดิเรกสาร รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้า พรรคชาติไทยเป็นผู้คุมอยู่ ผู้ที่พูดวิทยุและโทรทัศน์ได้ต้องเป็นพวกของตน ถ้าไม่ใช่พวกไม่ยอมให้พูด และ ต้องโจมตีนักศึกษา กรรมกร ชาวนาชาวไร่ อาจารย์มหาวิทยาลัย ขาประจําเรื่องนี้ ได้แก่ ดุสิต ศิริวรรณ, ประหยัด ศ.นาคะนาท, ธานินทร์ กรัยวิเชียร, อุทิศ นาคสวัสดิ์, ทมยันตี (วิมล เจียมเจริญ), อาคม มกรานนท์, พ.ท. อุทาร สนิทวงศ์ เป็นต้น และการครอบคลุมเช่นนี้มีมาจนกระทั่งทุกวันนี้

27. นิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่มีเจตนาบริสุทธิ์ต้องการประชาธิปไตย ต้องการช่วยเหลือผู้ยากจน แก้ไขความ อยุติธรรมในสังคม ฉะนั้นพลังนิสิตนักศึกษาจึงเป็นพลังที่สําคัญสําหรับประชาธิปไตย และข้อกล่าวหาว่า นิสิตนักศึกษาทําลายชาตินั้นเป็นข้อกล่าวหาที่บิดเบือนป้ายสีเพื่อทําลายพลังที่สําคัญนั้น แต่ในสภาวการณ์ ในปี2518 - 2519ฝ่ายนิสิตนักศึกษาไม่มีวิธีการผิดแผกไปจากตุลาคม2516เมื่อทํางานได้ผลใน2516นัก การเมืองต่างๆพากันประจบนิสิตนักศึกษา อยากได้อะไรพยายามจัดหาให้ถึงกับสนับสนุนให้ออกไปตาม ชนบทเพื่อสอนประชาธิปไตย ในโลกนี้ไม่มีที่ไหนใครจะสอนประชาธิปไตยกันได้ และนักศึกษาโอหัง เมื่อ ออกไปตามชนบทสร้างศัตรูไว้โดยไปด่าเจ้าหน้าที่ คหบดี ชาวบ้านต่างๆ ต่อมานักศึกษายังคิดว่า พลังของ ตนนั้นมีพอที่จะต่อต้านองค์กรต่างๆใหม่ๆของ กอ.รมน. มหาดไทย และนายทุนขุนศึกจับเรื่องต่างๆทุกเรื่อง ให้เป็นเรื่องใหญ่ พร่ำเพรื่อจนประชาชนเกิดความเบื่อหน่าย เช่น ชุมนุมกันทีไรต้องมีการด่ารัฐบาล ไม่ว่า รัฐบาลไหน เรื่องการถอนทหารอเมริกันก็จัดชุมนุมอีก แม้ว่ารัฐบาลจะสัญญาว่า จะมีกําหนดถอนไปหมดแน่ การจัดนิทรรศการก็จัดแต่เฉพาะเป็นการโอ้อวดประเทศคอมมิวนิสต์ เป็นต้น ที่ที่นักศึกษาไม่มีความเกรงใจ คือ ใน ม.ธรรมศาสตร์ ใช้มหาวิทยาลัยพร่ำเพรื่อจนเกินไป และทําให้มหาวิทยาลัยล่อแหลมต่ออันตรายแห่ง เดียว แทนที่จะกระจายฐานของนักศึกษาให้แพร่หลายออกไป ผู้บริหาร ม.ธรรมศาสตร์ มีเรื่องต้องขัดแย้งกับ นักศึกษามากครั้งบ่อยที่สุด แต่ที่สําคัญที่สุดนั้นคือ ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแทนที่จะเปลี่ยนวิธีการยังใช้ วิธีการเดิม แทนที่จะปลูกนิยมในหมู่ประชาชนกลับนึกว่า ประชาชนเข้าข้างตนอยู่เสมอแทนที่จะบํารุงพลัง ให้กล้าแข็งขึ้นกลับทําให้อ่อนแอลง

 

อธิการบดีและที่ประชุมอธิการบดี

28. เมื่อมีข่าวว่า จอมพล ถนอม จะเข้าประเทศไทยนั้น ผู้เขียนได้รับบทเรียนจากคราวที่จอมพล ประภาส เข้า มาเมืองไทยเดือนสิงหาคมจึงเห็นว่า มหาวิทยาลัยต่างๆจะต้องได้รับความกระทบกระเทือนแน่จึงเรียก ประชุมอธิการบดีทั้งหลายที่ทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐโดยรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ เห็นชอบด้วย ที่ประชุมอธิการบดีมีมติตอนต้นเดือนกันยายนให้เสนอขอให้รัฐบาลพยายามกระทําทุกอย่างมิ ให้จอมพล ถนอม เข้ามาในประเทศไทย เพราะจะทําให้เกิดความยุ่งยากในการศึกษา และจะทําให้สูญเสียการเรียน ในขณะเดียวกันมีข้อตกลงกันภายในระหว่างมหาวิทยาลัยทั้งหลายว่า ถ้าจอมพล ถนอม เข้ามาจริง แต่ละมหาวิทยาลัยต้องใช้ดุลพินิจว่ามหาวิทยาลัยใดควรปิดมหาวิทยาลัยใดควรเปิดต่อไป ทั้งวางมาตรการ ร่วมกันหลายประการ


29. เมื่อจอมพล ถนอม เข้ามาจริงในวันที่ 19 กันยายนผู้เขียนในฐานะประธานในที่ประชุมอธิการบดีสําหรับ 2519 เรียกประชุมอธิการบดีอีกทันที ในวันที่ 20 กันยายนโดยมีรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ ร่วมด้วย ที่ประชุมเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการเรื่องจอมพล ถนอม โดยด่วน และขอทราบว่า รัฐบาลจะทําเด็ด ขาดอย่างใดเพื่อจะชี้แจงให้นักศึกษาแต่ละมหาวิทยาลัยทราบเป็นการบรรเทาปัญหาทางด้านนักศึกษา แต่ รัฐบาลหาได้ตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ เพียงแต่ออกแถลงการณ์อย่างไม่มีความหมายอะไร ต่อมามีการประชุมอธิการบดีเรื่องนี้อีก 2 ครั้ง แต่ละครั้งไม่ได้รับคําตอบจากรัฐบาลเป็นที่แน่นอนอย่างไร ดร. นิพนธ์ ศศิธร รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐให้ความพยายามอย่างมาก และเห็นใจอธิการบดี ทั้งหลายในเรื่องนี้ แต่ไม่ประสบความสําเร็จ ในอันที่จะให้คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีแสดงท่าที อย่างไร

30. ในคืนวันที่ 4 ตุลาคมเมื่อนักศึกษา และประชาชนหักเข้ามาใน ม.ธรรมศาสตร์ นั้น ผู้บริหาร ม. ธรรมศาสตร์ ประกาศปิดมหาวิทยาลัยตามที่ได้กล่าวมาข้อ 11 ทั้งนี้เป็นไปตามข้อตกลงกันในที่ประชุม อธิการบดี ต่อมาในคืนวันที่ 5 ตุลาคมผู้เขียนพูดโทรศัพท์กับ ม.ร.ว. เสนีย์ นายกรัฐมนตรี ในเวลาประมาณ 23.00 น. ขอให้นายกรัฐมนตรีต้ังใครที่มีอํานาจเจรจากับนักศึกษาไปเจรจาใน ม.ธรรมศาสตร์ เพราะที่แล้วมารัฐบาล เป็นเพียงฝ่ายรับคือ เมื่อนักศึกษาต้องการพบนายกรัฐมนตรีจึงให้พบผู้เขียนเสนอว่า การตั้งผู้แทน นายกรัฐมนตรีไปเจรจากับนักศึกษานั้นจะช่วยให้การชุมนุมสลายตัวง่ายขึ้น นายกรัฐมนตรีตอบว่า จะต้องนํา ความหารือในคณะรัฐมนตรีก่อน หลังจากนั้นผู้เขียนปลดโทรศัพท์ออกกระทั่งรุ่งเช้า เพราะเหตุว่า ในคืนวันนั้นมีผู้โทรศัพท์ไปด่าผู้เขียนอยู่ ตลอดคืน พอรุ่งเช้าก็เกิดเรื่อง


31. ก่อนหน้านั้นมีการนัดหมายอยู่แล้วว่า จะมีการประชุมสภา ม.ธรรมศาสตร์ ในวันที่ 6 ตุลาคม เวลา 10.00 น. ดร. ประกอบ นายกสภามหาวิทยาลัยเป็นประธานในที่ประชุม ท้ายการประชุมน้ัน ผู้เขียนแถลงลาออก จากตําแหน่งอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ โดยอ้างว่า จะอยู่เป็นอธิการบดีต่อไปไม่ได้ เพราะนักศึกษาและ ตํารวจถูกทําร้ายถึงแก่ความตายมากมาย สภามหาวิทยาลัยแสดงความห่วงใยในความปลอดภัยส่วนตัวของ อธิการบดี

32. ในตอนบ่ายมีเพื่อนฝูง อาจารย์หลายคนแนะให้ผู้เขียนเดินทางออกไปจากประเทศไทยเสีย เพราะยาน เกราะก็ดี ใบปลิวก็ดียุยงให้มีการลงประชาทัณฑ์อธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ ในฐานที่เป็นผู้ยุยงส่งเสริมนักศึก ษาให้ทําลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ผู้เขียนเห็นว่า อยู่ไปไม่เป็นประโยชน์ ต้องหลบๆซ่อนๆ ระวังกระสุน จึงตัดสินใจว่าจะไปอยู่กัวลาลัมเปอร์ (มาเลเซีย) ดูเหตุการณ์สักพักหน่ึง เพราะขณะนั้นยังไม่มีการรัฐประหาร

33. เครื่องบินไปกัวลาลัมเปอร์จะออกเวลา 18.15 น. ผู้เขียนไปที่ดอนเมืองก่อนเวลาเล็กน้อย ปรากฏว่าเครื่อง บินเสียต้องเลื่อนเวลาไป 1 ชั่วโมงจึงนั่งคอยในห้องผู้โดยสารขาออก ต่อมาปรากฏว่า มีผู้เห็นผู้เขียนและนําความไปบอกยานเกราะ ยานเกราะจึงประกาศให้มีการจับกุมผู้เขียน และยุให้ลูกเสือชาวบ้านไปชุมนุมที่ดอนเมืองขัดขวางมิให้ผู้เขียนออกเดินทางไป  เวลาประมาณ 18.15 น. มีตํารวจชั้นพันโทตรงเข้ามาจับผู้เขียน โดยที่กําลังพูดโทรศัพท์อยู่ใช้กิริยาหยาบคาย ตบหูโทรศัพท์ร่วงไป แล้วบริภาษผู้เขียนต่างๆนานาบอกว่า จะจับไปหาอธิบดีกรมตํารวจ ผู้เขียนไม่ได้ โต้ตอบประการใด เดินตามนายตํารวจนั้นออกมา บรรดา สห. ทหารอากาศและตํารวจกองตรวจคนเข้าเมืองออกความเห็นว่า ไม่ควรนําตัวผู้เขียนออกไป ทางด้านห้องผู้โดยสารขาออก เพราะมีลูกเสือชาวบ้านอยู่เป็นจํานวนมาก เกรงว่าจะมีการทําร้ายขึ้นจึงขอ อนุญาตทางกองทัพอากาศจะขอนําออกทางสนามกอล์ฟกองทัพอากาศ ระหว่างที่คอยคําสั่งอนุญาตนั้นตํารวจทั้งหลายคุมตัวผู้เขียนไปกักอยู่ในห้องกองตรวจคนเข้าเมืองทางด้าน ผู้โดยสารขาเข้า

34. เมื่อถูกกักตัวอยู่นั้นตํารวจกองปราบค้นตัวผู้เขียนไม่เห็นมีอาวุธแต่อย่างใด มีสมุดพกอยู่เล่มหนึ่ง เขาเอา ไปตรวจ และกําลังอ่านหนังสือ Father Brown ของ G.K. Chesterton อยู่เขาก็เอาไปตรวจ กระเป๋าเดินทางก็ ตรวจจนหมดสิ้น


35. นั่งคอยคําสั่งให้เอาตัวไปคุมขังอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง ระหว่างนั้นทราบแล้วว่า มีการปฏิวัติรัฐประหาร ขึ้นนึกกังวลใจว่า เพื่อนฝูงจะถูกใส่ความได้รับอันตรายหลายคน ส่วนตัวของตัวเองนั้นปลงตกว่า แม้ชีวิตจะ รอดไปได้คงต้องเจ็บตัว 

ประมาณ 20.00 น. ตํารวจมาแจ้งว่า มีคําสั่งจากเบื้องบนให้ปล่อยตัว และให้เจ้าหน้าที่จัดหาเครื่องบินให้ออก เดินทางไปต่างประเทศ ขณะนั้นเครื่องบินที่จะไปกัวลาลัมเปอร์หรือสิงคโปร์ออกไปเสียแล้ว มีแต่เครื่องบิน ไปยุโรปหรือญี่ปุ่นจึงตัดสินใจไปยุโรป นายตํารวจที่เอาสมุดพกไปตรวจนําสมุดพกมาคืนให้ ผู้เขียนขอบใจเขาแล้วบอกว่า คุณกําลังจะทําบาปอย่าง ร้าย เพราะผมบริสุทธ์ิจริงๆ นายตํารวจผู้นั้นกล่าวว่า นักศึกษาที่เขาจับไปน้ัน 3 คนให้การซัดทอดว่า ผู้เขียน เป็นคนกํากับการแสดงละคอนแขวนคอในวันที่ 4 โดยเจตนาทําลายล้างพระมหากษัตริย์ และเพิ่มเติมด้วยว่า นักศึกษาที่ให้การซัดทอดนั้นพวกกระทิงแดงเอาไฟจี้ที่ท้องจึง “สารภาพ” ซัดทอดมาถึงผู้เขียน

36. ระหว่างที่นั่งรอคําสั่งอยู่น้ันมีอาจารย์ผู้หญิงของ ม.ธรรมศาสตร์ ที่เป็นนวพลเข้ามานั่งอยู่ 2 คน นัยว่า ต้องการเข้ามาเยาะเย้ย แต่ผู้เขียนจําเขาไม่ได้จึงไม่ได้ผล และขณะนั้นมีคําสั่งให้ปล่อยตัวเดินทางได้ เข้าใจว่า อาจารย์ทั้งสองคือ อ. ราตรี และ อ. ปนัดดา ต่อมาอีกสักครู่ วัฒนา เขียววิมล เข้ามาในห้องที่ผู้เขียนถูกคุมขังอยู่ เคยรู้จักกันมาก่อน เขาจึงเข้ามาทักผู้เขียน ก็ทักตอบ แต่แล้วหันไปจัดการจองเครื่องบินกับเจ้าหน้าที่วัฒนาอยู่สักครู่เล็กๆก็ออกไป

 

การปฏิวัติรัฐประหาร

37. คณะที่กระทําการปฏิวัติเรียกตนเองว่า“คณะปฏิรูปการปกครอง” เพื่อมิให้ฟังเหมือนกับการ“ปฏิวัติ” ของจอมพล สฤษดิ์ และจอมพล ถนอม ที่แล้วมาซึ่งเป็นที่เบื่อหน่ายของประชาชน แต่ความจริงเป็นการ ปฏิวัติรัฐประหารน่ันเองโดยทหารกลุ่มหนึ่งโดยมีพลเรือนเป็นใจด้วย เพราะ (1) มีการล้มรัฐธรรมนูญ (2) มี การล้มรัฐสภา (3) มีการล้มรัฐบาลโดยผิดกฎหมาย (4) คําสั่งของหัวหน้าคณะ “ปฏิรูป” เป็นกฎหมาย (5) มี การจับกุมปรปักษ์ทางการเมืองโดยพลการเป็นจํานวนมาก และยังมีลักษณะอื่นๆที่ไม่ผิดแผกแตกต่างไปจาก การปฏิวัติรัฐประหารที่แล้วๆมา

38. มีพยานหลักฐานแสดงว่า ผู้ที่ต้องการจะทําการรัฐประหารนั้นมีอยู่อย่างน้อย 2 ฝ่าย ฝ่ายที่กระทํา รัฐประหารเมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 6 ตุลาคมกระทําเสียก่อนเพื่อต้องการมิให้ฝ่ายอื่นๆกระทําได้ ข้อนี้อาจจะ เป็นจริง เพราะปรากฏว่า พล.อ. ฉลาด หิรัญศิริ นักทํารัฐประหารถูกปลด และไปบวชอาศัยกาสาวพัสตร์อยู่ที่ วัดบวรนิเวศเช่นเดียวกับจอมพล ถนอม (วัดบวรนิเวศต่อไปนี้คงจะจํากันไม่ได้ว่าแต่ก่อนเป็นวัดอย่างไร) และ พล.ท. วิฑูร ยะสวัสดิ์ รีบรับคําสั่งไปประจําตําแหน่งพลเรือนที่ประเทศญี่ปุ่น แต่อย่างไรก็ตามยังเป็น ปฏิวัติรัฐประหารอยู่วันยังค่ำ

39. ตามประเพณีการรัฐประหารของไทยในระยะ 20 ปีที่แล้วมา คณะรัฐประหารจัดให้มีการปกครอง ออกเป็น 3 ระยะ 

(ก) ระยะที่ 1 เพิ่งทําการรัฐประหารใหม่ๆ มีการล้มรัฐธรรมนูญ ล้มรัฐสภาจับรัฐมนตรี และศัตรูทางการ เมืองประกาศตั้งหัวหน้าและคนรองๆไป ตั้งที่ปรึกษาฝ่ายต่างๆ เช่น การต่างประเทศ เศรษฐกิจ ฯลฯ ให้ ปลัดกระทรวงทําหน้าที่รัฐมนตรีออกประกาศและคําสั่งต่างๆ เป็นต้น ระยะนี้เป็นระยะที่เผด็จการมากที่สุด

(ข) ระยะที่ 2 เป็นระยะที่มีธรรมนูญการปกครอง ตั้งคณะรัฐมนตรี ตั้งสภา ออกกฎหมายโดยสภา แต่ยัง เป็นระยะที่เผด็จการอยู่มาก เพราะคณะรัฐมนตรีก็ดี รัฐสภาที่แต่งตั้งขึ้นก็ดีหัวหน้าปฏิวัติยังเป็นผู้คุมอยู่ 

(ค) ระยะที่ 3 เป็นระยะที่รัฐสภาแต่งตั้งน้ันร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสร็จแล้วจะมีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร แต่ หัวหน้าปฏิวัติยังสามารถบันดาลให้การเลือกตั้งนั้นลําเอียงเข้าข้างตนเอง แต่ระยะเวลาจะกินเวลาเท่าใดนั้นแล้วแต่หัวหน้าคณะปฏิวัติ เช่น สมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ระยะที่ 2 กิน เวลากว่า 10 ปี 

การจับกุมศัตรูทางการเมือง และใช้อํานาจเผด็จการนั้นกระทําได้ทุกเมื่อทุกระยะ โดยอาศัยกฎหมายป้องกัน การกระทําอันเป็นคอมมิวนิสต์ และอาศัยธรรมนูญการปกครองหรือรัฐธรรมนูญ (ปกติมาตรา 17) ให้อํานาจ แก่หัวหน้าคณะปฏิวัติและนายกรัฐมนตรีอย่างเต็มที่


40. ในการรัฐประหารปัจจุบัน ระยะที่ 1 กินเวลาตั้งแต่ 6 - 22 ตุลาคมนับแต่นั้นมาเราอยู่ในระยะที่ 2 ขณะนี้ แต่นายกรัฐมนตรีธานินทร์ยังขยายความต่อไปอีกว่า ระยะที่ 2 จะกินเวลา 4 ปี และระยะที่ 3 จะแบ่งเป็น 2 ตอนๆละ 4 ปี โดยจะกุมอํานาจต่อไปในระยะที่ 3 ตอนต้น “เพื่อให้เวลาประชาชนไทยสามารถเรียนรู้การใช้ สิทธิตามระบบประชาธิปไตย”

 

41. การรัฐประหารปัจจุบันมีข้อแตกต่างจากการรัฐประหารที่แล้วมาอยู่ 3 ข้อใหญ่ๆ คือ (1) หัวหน้าปฏิวัติไม่ เป็นนายกรัฐมนตรีเสียเอง กลับแต่งตั้งพลเรือนเป็นนายกรัฐมนตรี และมีการแต่งตั้งล่วงหน้า 14 วัน (2) ตาม ธรรมนูญการปกครองที่ประกาศใช้เมื่อ 22 ตุลาคม 2519 (เขาเรียกกันว่ารัฐธรรมนูญ) นายกรัฐมนตรีและ คณะรัฐมนตรีมีอิสรภาพในการบริหารน้อยกว่าที่แล้วมา เพราะมีสภาที่ปรึกษา (ทหารล้วน) ค้ำอยู่ และ (3) มี การเทิดทูนความเท็จในทางปฏิวัติมากกว่าคราวก่อนๆ 

42. ในการรัฐประหารแต่ละครั้งในประเทศไทย หัวหน้าปฏิวัติเป็นนายทหารบก คราวนี้หัวหน้าเป็น นายทหารเรือ และรองเป็นนายทหารอากาศ เป็นที่เข้าใจกันว่า พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่ เป็นผู้ที่ถูกอุปโลกน์ ขึ้นมามากกว่า เพราะนิสัยใจคอและลักษณะการคุมกําลังนั้นคงจะไม่ทําให้สงัดกระทํารัฐประหารได้เอง การ ที่รีบตั้งพลเรือนขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทนที่จะเป็นเสียเองทําให้เกิดความฉงนมากขึ้น ปัญหาที่มีผู้กล่าว วิจารณ์กันมากคือ ใครเล่าอยู่เบื้องหลังการรัฐประหารคราวนี้ซึ่งรู้สึกว่า กระทํากันแบบรีบด่วน อาจจะ วางแผนไว้ก่อนหน้าแล้ว แต่รู้สึกว่ารีบจัดทําขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคมหลังจากฆาตกรรมใน ม.ธรรมศาสตร์ นั่นเอง จะว่าพวกของพลเอกฉลาดก็ไม่ใช่ จะว่าพวกของ พล.ท. วิฑูร ก็ไม่ใช่ จอมพล ถนอม ยังไม่ออกหน้า มา และคงจะไม่แสดงหน้าออกมา จะเป็นใครเล่าเป็นประเด็นที่นักประวัติศาสตร์คงจะค้นหาความจริงได้

 

43. รัฐธรรมนูญ 22 ตุลาคมยังให้อํานาจแก่นายกรัฐมนตรีอย่างกว้างขวาง เช่น จะใช้อํานาจตุลาการลงโทษ ผู้ใดก็ได้ตามอําเภอใจตามมาตรา 21 ซึ่งถอดมาจากมาตรา 17 ของธรรมนูญการปกครองเดิม แต่คราวนี้มีสภา ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีมาค้ำคอนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (มาตรา 18 และมาตรา 21) สภาที่ ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีได้แก่ “คณะปฏิรูปการปกครอง” นั่นเองคือ เป็นกลุ่มนายทหารและตํารวจ (1 คน) ที่ยึดอํานาจเมื่อ 6 ตุลาคม 2519

44. มาตรา8ของ“รัฐธรรมนูญ” เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของบุคคลมีข้อความประโยคเดียวคือ“บุคคลมีสิทธิ เสรีภาพภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมาย” และเราพอจะทราบว่าใครเป็นผู้บัญญัติกฎหมาย นอกจากนั้นในทางปฏิบัติเท่าที่เป็นมาประชาชนจะไม่มีสิทธิ์ทราบความจริงอย่างไร นอกจาก “ข้อเท็จจริง” ที่รัฐบาลอนุญาตให้ทราบ เพราะ “คณะปฏิรูป” ตั้งกรรมการขึ้น 2 คณะ คณะหนึ่งเป็นผู้วินิจฉัยว่า จะอนุญาต ให้หนังสือพิมพ์ใดบ้างออกตีพิมพ์ได้ และอีกคณะหน่ึงเป็นผู้เซ็นเซอร์หนังสือพิมพ์ที่ออกได้ บุคคลที่ได้รับ แต่งตั้งให้เป็นกรรมการทั้ง 2 คณะนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญในการกล่าวเท็จเขียนเท็จทั้งนั้น และหนังสือพิมพ์ที่ ได้รับอนุญาตให้ออกจําหน่ายได้มีแต่หนังสือที่เชี่ยวชาญในความเท็จ ฉะนั้นในระยะนี้และระยะต่อไปนี้ซึ่ง ยังไม่ทราบว่าจะหมดสิ้นเมื่อใด หนังสือพิมพ์ของเมืองไทยส่วนใหญ่จะมีแต่ความเท็จเป็นเกณฑ์ เช่ือถือ ไม่ได้ ยกตัวอย่าง เช่น ดาวสยามลงข่าวว่าตํารวจตามจับ คําสิงห์ ศรีนอก แล้ว ทางทหารได้หลักฐานยืนยันว่า คํา สิงห์กับป๋วยกับเสน่ห์กับสุลักษณ์ไปประชุมกันที่โคราชกับ KGB เพื่อทําลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แล้วลงรูปถ่ายหมู่มีฝรั่งอยู่ด้วยอ้างว่า เป็น KGB (รัสเซีย) ความจริงนั้นรูปถ่ายหมู่ถ่ายที่เขื่อนน้ําพรม การ ประชุมนั้นเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนผามอง ผู้ร่วมประชุมนอกจากอาจารย์มหาวิทยาลัย ชาวบ้าน ข้าราชการทั้ง ส่วนกลางและท้องถิ่นแล้วยังมีผู้แทนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตด้วย และคนที่ดาวสยามอ้างว่า เป็นรัสเซีย KGB นั้นคือ สจ๊วต มีแซม ชาวอเมริกัน ศาสนาคริสเตียน นิกายเควกเก้อ ขณะนั้นเป็นผู้อํานวยการสัมมนาของเควก เก้ออยู่ที่สิงคโปร์ เวลานี้กลับไปอเมริกาแล้ว ความเท็จที่หนังสือพิมพ์เหล่านี้ค้าอยู่มีตลอดเวลาตั้งแต่ปี 2517 ส่วนวิทยุโทรทัศน์นั้นยังค้าความเท็จอยู่ตลอดเวลาเช่นเดิม

ในคืนวันที่ 5 ต่อวันที่ 6 ตุลาคมสถานีวิทยุ ท.ท.ท. พยายามเสนอข่าวเกี่ยวกับการชุมนุมประท้วงอย่างเป็น กลาง แต่สถานีวิทยุยานเกราะไม่พอใจ เพราะ ท.ท.ท. เสนอความจริงทําให้การปลุกระดมของยานเกราะ เสียหายจึงประณาม ท.ท.ท. อยู่ตลอดเวลาด้วย ครั้นมีการรัฐประหารขึ้นมีการปลดผู้รับผิดชอบทาง ท.ท.ท. ท้ังวิทยุและโทรทัศน์ออกโดยไม่มีเหตุผล เป็นอันว่าจะหาความจริงจากหนังสือพิมพ์หรือวิทยุโทรทัศน์เมืองไทยมิได้ แม้แต่ข่าวว่าตํารวจหรือทหารจับ ใครต่อใครไปบ้าง หรือใครข้ามไปลาว หรือใครทําอะไร อยู่ที่ไหน พูดว่าอย่างไร นอกจาก “ข่าว” ที่รัฐบาล ป้อนให้คณะรัฐมนตรี

 

22 ตุลาคม 2519

45. ธานินทร์นายกรัฐมนตรีเป็นคนสะอาดบริสุทธิ์เท่าที่เกี่ยวกับการปฏิบัติราชการแผ่นดิน เป็นผู้ที่ออกวิทยุ โทรทัศน์แบบนิยม “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” และสอนกับเขียนหนังสือเกี่ยวกับการต่อต้านปราบปราม คอมมิวนิสต์มากพอสมควรจนมีผู้กล่าวกันว่า เป็น “ขวาสุด” เมื่อยังหนุ่มๆอยู่กลับจากศึกษาที่ประเทศอังกฤษใหม่ๆธานินทร์เป็นผู้ที่รักการเขียนอยู่เป็นนิสัยจึงเขียน บทความหลายๆเรื่อง โดยอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงทางสังคมของไทย ครั้งนั้นวงการตุลาการมีเสียง กล่าวหาว่า ธานินทร์เป็นคอมมิวนิสต์จะด้วยเหตุนั้นกระมังที่มีปฏิกิริยาต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างไม่หยุดยั้ง ธานินทร์มีความรู้ดี มีสติปัญญาเฉียบแหลม และรู้ตัวว่าฉลาดและสามารถ ปัญหามีอยู่ว่า จะทนให้สภาที่ ปรึกษานายกรัฐมนตีค้ำคออยู่ได้นานเท่าใด เฉพาะอย่างยิ่งถ้าสภาที่ปรึกษานั้นเข้าข้างคนทุจริตในราชการ หรือทําการทุจริตเสียเอง

46. ในคณะรัฐมนตรีฝ่ายทหารสงวนตําแหน่งไว้ 3 ตําแหน่งคือ รองนายกรัฐมนตรี 1 รัฐมนตรีว่าการกระ ทรวงกลาโหม 1 และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม 1 ทั้ง 3 ตําแหน่งนี้ไม่ต้องกล่าวถึง รัฐมนตรีว่า การกระทรวงมหาดไทยเหมาะสมกับฉายาของกระทรวงนี้ที่เราเรียกกันว่า กระทรวงมาเฟีย รัฐมนตรีที่เป็นข้าราชการประจําไม่ถึงชั้นปลัดกระทรวงได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี 8 คนคือ รองนายก รัฐมนตรีคนที่ 2 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมน ตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย รองนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นเพื่อนส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเลือกมาจากประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรเป็นข้าราชการบํานาญอายุ 77 ปี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นข้าราชการบํานาญทหารอากาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นเจ้าของรถเมล์ขาวมาแต่เดิม ทั้ง 4 คนนี้คงจะทํา หน้าที่ได้ตามสมควรตามความประสงค์ของสภาที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี แต่เท่าที่ทราบมา นายกรัฐ มนตรีทาบทามผู้อื่นก่อน และได้รับการปฏิเสธมาหลายราย

 

รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีโกหกเก่ง และโกหกจนได้ดี

47. คนอื่นๆที่โกหกเก่ง แต่น่าเสียใจที่ยังไม่ได้ดีคือ ศ.ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์, อาคม มกรานนท์, ทมยันตี, วัฒนา เขียววิมล, อุทาร สนิทวงศ์, ประหยัด ศ.นาคะนาท และเพื่อนๆของเขาอีกหลายคนที่เป็น นักหนังสือพิมพ์ นักพูดวิทยุและโทรทัศน์ 

 

อะไรจะเกิดขึ้น

48. ผู้เขียนให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เมื่อเดือนกันยายนซึ่งบางตอนนํามาถ่ายทอดใน Far Easten Economic Review ว่าถ้าเกิดปฏิวัติรัฐประหารขึ้นในประเทศไทยจะมีนักศึกษาอาจารย์นักการเมืองกรรมกรชาวนา ชาวไร่เข้าป่าไปสมทบกับพวกคอมมิวนิสต์ (ทั้งๆที่ไม่เป็นคอมมิวนิสต์) อีกเป็นจํานวนมาก เท่าที่ฟังดูใน ระยะ 20 วันที่แล้วมารู้สึกเป็นจริงตามนั้น ยิ่งมีเหตุร้ายแรงที่ ม.ธรรมศาสตร์ ซึ่งกระทบกระเทือนทั่วไปหมด มิใช่แต่นักศึกษาธรรมศาสตร์เท่านั้น ยิ่งมีช่องทางเป็นจริงมากขึ้น

49. ข้อที่น่าเสียดายสําหรับคนรุ่นหนุ่มสาวที่ใฝ่ในเสรีภาพคือ เหตุการณ์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ไม่เปิดโอกาสให้เขามีทางเลือกที่ 3 เสียแล้ว ถ้าไม่ทําตัวสงบเสงี่ยมคล้อยตามอํานาจเป็นธรรมก็ต้องเข้าป่าไปทํางาน ร่วมกับคอมมิวนิสต์ ใครที่สนใจในเรื่องสันติวิธี ประชาธิปไตย และเสรีภาพจะต้องเริ่มต้นใหม่ เบิกทางให้แก่หนุ่มสาวรุ่นนี้และรุ่นต่อๆไป

50. ได้กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า ทหารท้ังหลายยังแตกกัน และยังแย่งทํารัฐประหาร สภาพการณ์คงจะเป็นอยู่ เช่นนั้น แม้ว่าตัวการคนหนึ่งจะหลบไปบวช และอีกคนหนึ่งไปญี่ปุ่นจะทําอย่างไรให้เกิด “ความสามัคคี” ใน หมู่ทหารซึ่งหมายความว่าเป็น “ความสามัคคีในชาติ” ได้ น่าคิดว่าบทบาทของจอมพล ถนอม น่าจะยังมีอยู่ อาจจะสึกออกมารับใช้บ้านเมืองเพื่อสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้น อย่างที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ไทยสมัย กรุงศรีอยุธยาหลายครั้งหลายหน เช่น พระมหาธรรมราชา เป็นต้น แล้วจอมพล ประภาส เล่า พ.อ. ณรงค์ กิตติขจร เล่า

51. เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรทางด้านการเมืองก็ตามเป็นที่แน่ชัดว่า โครงการสร้างระบบประชาธิปไตย 3 ระยะ12ปีของธานินทร์กับพวกคงจะไม่เป็นไปตามนั้น“เสี้ยนหนามศัตรู” ของรัฐบาลนี้มีหลายทางหลายฝ่ายนัก อะไรจะเกิดขึ้น และสภาวะบ้านเมืองก็คงจะอํานวยให้เกิดขึ้นได้หลายอย่าง ข้อที่แน่ชัดคือ สิทธิเสรีภาพพื้นฐานจะถูกบั่นทอนลงไป สิทธิของกรรมกร ชาวนาชาวไร่จะด้อยถอยลง และผู้ที่จะได้รับความ เดือดร้อนมากที่สุดคือ ประชาชนพลเมืองธรรมดานั่นเอง


52. เมื่อกรรมกรไม่มีสิทธิโต้แย้งกับนายจ้าง เมื่อการพัฒนาชนบทแต่ละชนิดเป็นการ “ปลุกระดมมวลชน” เมื่อมีการปฏิรูปที่ดินเป็นสังคมนิยม เมื่อราคาข้าวจะต้องถูกกดตํ่าลง เมื่อไม่มีผู้แทนราษฎรเป็นปากเสียงให้ ราษฎร เมื่อผู้ปกครองประเทศเป็นนายทุนและขุนศึก การพัฒนาประเทศและการดําเนินงานเศรษฐกิจและ สังคมของประเทศคงจะเป็นไปอย่างเดิมตามระบบที่เคยเป็นมาก่อน 2516 ฉะนั้นพอจะเดาได้ว่า ปัญหา เศรษฐกิจของประชาชนจะมีมากขึ้นทุกที โดยช่องว่างระหว่างคนมีกับคนจนจะกว้างขึ้น ชนบทและแหล่ง เสื่อมโทรมจะถูกทอดทิ้งยิ่งขึ้น ส่วนชาวกรุงเทพและหัวเมืองใหญ่ๆที่ร่ำรวยอยู่แล้้จะรวยยิ่งขึ้น ความ ฟุ่งเฟ้อจะมากขึ้นตามส่วน  การปฏิรูปการศึกษา การกระจายสาธารณสุขไปสู่ชนบท การกระจายอํานาจการปกครองท้องถิ่นอย่างดีจะ หยุดชะงัก ปัญหาสังคมของประเทศไทยจะมีแต่รุนแรงขึ้น


53. ทางด้านการต่างประเทศ อเมริกาคงจะมีบทบาทมากขึ้นในประเทศ โดยใช้เป็นหัวหอกต่อสู้กับประเทศ คอมมิวนิสต์เพื่อนบ้านของเรา ประเทศต่างๆที่เป็นภาคีในองค์การอาเซียนคงดีใจ เพราะได้สมาชิกใหม่ที่เป็น เผด็จการด้วยกัน แล้วยังเป็นด่านแรกต้อสู้คอมมิวนิสต์ให้เขาด้วย ภายในรัฐบาลไทยเองความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคอมมิวนิสต์คงจะไม่ราบรื่นนัก จะเห็นได้ จากการที่เอาปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และอธิบดีกรมการเมืองออกจากราชการ นัยว่าพวกทหารไม่ชอบ เพราะไปทําญาติดีกับญวน เขมร และลาว โดยสมรู้ร่วมคิดกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คนก่อนการ“ปราบ” ญวนอพยพคงจะมีต่อไปการวิวาทกับลาวและเขมรเรื่องเขตแดนหรือเรื่องอื่นๆที่หา ได้ง่าย คงจะเป็นเรื่องจริงจังข้ึนมา ปัญหามีอยู่ว่า จะเป็นเรื่องวิวาทเฉพาะประเทศเล็กๆด้วยกันอย่างเดียว หรือจะชักนํามหาอํานาจให้เข้ามาร่วมทําให้ลุกลามต่อไป

54. ผู้เขียนรู้สึกว่าเท่าที่เขียนมานั้นค่อนข้างจะเป็นเรื่องเศร้าน่าสลด อนาคตมืดมน ใครเห็นแสงสว่างบ้างใน อนาคต โปรดบอก 

ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ 28 ตุลาคม 2519